ความสุข.....พิ้นฐานของการมีอายุยืน

มีคำกล่าวว่า.......เวลาเหมือนมีปีกบิน

เขียนบทความให้อ่านกันทุกสัปดาห์มาจนถึงสัปดาห์ที่ 33 แล้ว และอีกไม่นานก็จะสิ้นปีอีกปีหนึ่ง

คนที่อยู่ในวัยเด็กก็อยากจะเป็นผู้ใหญ่ไวไวเพราะจะได้ทำอะไรด้วยตนเองได้ ส่วนคนที่เริ่มสูงวัยก็ไม่ค่อยอยากจะให้วันเวลาผ่านไปเร็วเท่าไร

โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มสูงวัยแต่ใจยังคงความเป็นหนุ่มสาว ที่อยากจะให้เวลาผ่านไปช้าๆเพราะกำลังซึมซับกับอนูของความสุขในทุกนาทีวินาที

ภาพของผู้สูงวัยทั้งหลายผ่านเข้ามาในความนึกคิดมากมายและทุกครั้งที่นึกถึงภาพเหล่านั้นก็จะยิ้มให้ตนเองโดยไม่รู้ตัว

เมื่อเราอายุมากขึ้นสิ่งที่เราควรจะทำมากที่สุดก็คือการซึมซับภาพความงดงามต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตแล้วเก็บเอาไว้ระลึกถึงความงามต่างๆเหล่านั้นอันจะเป็นพลังชีวิตที่นำเราไปสู่จุดหมายปลายทาง

แน่นอนว่าทุกคนจะต้องเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางนั้นเสมอ เรามาจากไหน เราก็จะไปที่นั่น

เราไม่ได้มีอะไรมา......เมื่อเราจากไปเราก็จะไม่มีอะไรติดตัวไปเช่นกัน

นอกจากท่านจะเชื่อว่าคงามงดงามต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตจะสามารถติดจิตวิญญาณของท่านไปได้ในภพหน้าก็อ่านที่จะเขียนให้อ่านต่อไปนี้

แต่ถ้าท่านไม่ได้เชื่อก็อย่าเสียเวลาอ่านเลย......เพราะแต่ละคนก็มีความเชื่อที่แตกต่างกัน และเราก็ไม่สามารถที่จะชักจูงให้ใครมาเชื่อตามเราได้

ลองนึกตามไปว่าถ้าท่านมีแก้วน้ำอยู่หนึ่งแก้วที่มีน้ำอยู่ครึ่งแก้ว และเป็นน้ำขุ่น ท่านจะทำอย่างไรเพื่อที่จะทำให้น้ำในแก้วเปลี่ยนเป็นน้ำใส

บางคนอาจจะเทน้ำทิ้ง แล้วเติมน้ำที่ใสลงไปก้จะได้น้ำใสมาแทนที่

ถ้าเปรียบกับใจที่ขุ่นมัวของท่าน ใจที่คิดในทางลบของท่านที่อาจจะมีอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ท่านจะเทออกไปอย่างไร

ถ้าท่านมีความสามารถที่จะลบออกไปง่ายๆเหมือนการ Delete ข้อมูลทิ้งในไฟล์ก็น่าจะดีแต่คงทำไม่ได้

เมื่อเป็นดังนี้เรามาลองคิดดูอีกแบบกันไหม............

ถ้าอยากทำให้น้ำในแก้วที่มีอยู่แค่ครึ่งแก้วนั้นใส ทำไม่ไม่เทน้ำที่ใสสะอาดลงไปเรื่อยๆ น้ำที่อยู่ในแก้วก็จะใสขึ้น และเมื่อเทน้ำใสลงไปในแก้วต่อเนื่องไป ในที่สุดน้ำก็จะเต็มแก้วและล้นออก

......น้ำที่ล้นออกก็ย่อมจะมีน้ำที่ขุ่นมัวผสมอยู่

และถ้าเรายังคงเติมน้ำที่ใสลงไปอย่างต่อเนื่อง ไม่นานน้ำในแก้วที่เต็มปรี่ก็จะมีแต่น้ำที่ใส

ใจของเราก็เช่นกัน มีทั้งที่ใสและมีทั้งที่ขุ่น มีทั้งที่มีเมตตาและมีทั้งที่มีริษยา มีทั้งที่ยินดีและอาฆาตบาดร้าย การเรียนการสอนที่บิดามารดาผู้มีพระคุณของเรารวมทั้งครูบาอาจารย์ก็พยายามสอนสั่งให้เราเป็นคนดี มีจริยธรรมและคุณธรรม มีความเมตตากรุณาเป็นพื้นฐาน

แต่เมื่อเราได้เจริญเติบโตและเข้าสังคม......เราก็ได้พบทั้งสิ่งที่ดีงามและสิ่งที่เลวร้าย

ยิ่งเดี๋ยวนี้การสื่อสารสะดวกรวดเร็วและทันสมัย เรื่องราวที่อยู่และเกิดขึ้นอีกซีกโลกหนึ่งก็สามารถที่จะมากระทบกับใจของเราได้ทั้งดีและร้ายเช่นกัน

ที่น่าแปลกก็คือ เราจะซึมซับเรื่องราวร้ายๆได้ดีกว่า และจดจำได้ง๋ายกว่า

ในขณะที่เรื่องที่ดีงามเราจะจดจำไม่ค่อยได้ และจางหายไปจากความจำของเราได้ง่ายมาก

เมื่อเป็นดังนี้อายุที่เพิ่มขึ้นของคนเราจึงมีความจำในเรื่องที่ร้ายๆได้มากกว่าเรื่องที่ดีๆ

ผลที่ตามมาก็คือเมื่อเราอายุมากขึ้น เราก็จะจดจำเรื่องที่ร้ายๆได้มากขึ้น พอเราจะให้ความเห็นในเรื่องราวต่างๆ เราก็จะให้ความเห็นในทางลบมากขึ้น เพราะความจำของเรามีแค่นั้น พอเราเรียกหน่วยความจำในเรื่องใดเรื่องหนึ่งออกมา ที่เก็บไว้ในความจำมีแต่เรื่องลบก็ย่อมจะแสดงออกหรือสื่อสารออกมาในทางลบ

ถ้าเราอยากจะมีความสุขในช่วงสุดท้ายของชีวิต เราจะต้องเริ่มหัดจดจำเรื่องที่ดีๆที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราทุกวัน.....ตั้งแต่วันนี้

และพยายามที่จะทำความดีให้ผู้อื่นโดยที่ใม่หวังอะไรตอบแทนเป็นประจำ ......ตั้งแต่วันนี้เช่นกัน

เป็นผลบุญและเป็นกรรมดีที่เราสามารถที่จะสร้างและสั่งสมไว้ได้เพื่อที่จะใช้ในวัยชรา......

และเป็นการเติมน้ำที่ใส......ลงไปในน้ำที่ขุ่น ในใจของเรา

เมื่อเติมทุกวันไม่นานใจของเราก็จะสดใส มีสิ่งที่ดีงามเกิดขึ้นให้เราได้เห้นได้รับรู้เสมอ

เช่นเดียวกับข้อเขียนและบทความที่เขียนให้อ่านกันทุกสัปดาห์ก็เพื่อที่จะเป็นน้ำที่ใสที่ท่านสามารถที่จะนำไปไล่ที่น้ำที่ขุ่นในใจของท่านออก

พ้องกับการบรรยายของคุณหมอ เทอรี่ กรอสแมนที่ได้มาบรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับโรคสมองเสื่อมและการป้องกันการเกิดโรคสมองเสื่อมโดยอ้างอิงการวิจัยที่เชื่อถือได้

ที่น่าจะสรุปว่านอกจากโปรตีนจากปลาที่มีประโยชน์ในการป้องกันแล้ว การมีความคิดในทางบวก และการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างในทางบวกเป็นประจำจะมีส่วนช่วยทำให้มีอายุยืนและโอกาสการเกิดสมองเสื่อมน้อยลง

ภาพของผู้สูงวัยจากนานาประเทศที่อายุยินนั้นก็ยืนยันว่า.....พวกเขามีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข